center-left.png center-right.png
ผู้บริหาร

นายวันชัย เกิดมีโภชน์
รอง ผอ.สพป.กำแพงเพชร เขต 1
รักษาการในตำแหน่ง
ผอ.สพป.อุทัยธานี เขต 2
purple-btm-left.png purple-btm-right.png
โครงสร้างเขต2











purple-btm-left.png purple-btm-right.png
ผู้กำลังออนไลน์
bullet.gif บุคคลทั่วไปออนไลน์: 1

bullet.gif สมาชิกออนไลน์: 0

bullet.gif สมาชิกทั้งหมด: 110
bullet.gif สมาชิกใหม่: supervisor
blank.gif blank.gif
เข้าสู่ระบบ
ชื่อ

รหัสผ่าน



ไม่ได้เป็นสมาชิก?
คลิกที่นี่ เพื่อลงทะเบียน.

ลืมรหัสผ่าน?
ขอรหัสผ่าน ที่นี่.
blank.gif blank.gif
รอง ผอ.เขต 2

นางเกล็ดดาว สุวรรณบาตร์
081-707-0401


นายวิชาญ โพธิวิจิตร
081-851-2852


นายแสงชัย ธรรมนิยม
095-490-2507


นายเสถียร อ่วมพรหม
095-307-3482
081-2330744


นายฐิติวรรธน์ เสิบกลิ่น
085-703-2363


นายวินัย พรมแจ่ม
081-887-8790
purple-btm-left.png purple-btm-right.png
ระบบงานออนไลน์
























purple-btm-left.png purple-btm-right.png
วิธีสมัครสมาชิกและโทรศัพท์เขต 2
เงื่อนไขการสมัครสมาชิกเว็บไซต์
1) ผู้สมัครต้องใช้ชื่อที่บ่งบอกตัวตนเป็นภาษาอังกฤษ
2) ผู้สมัครต้องระบุที่อยู่จริงเป็นภาษาไทย
3) ผู้สมัครโทรถึง 081-233-0744 เพื่ออนุมัติ
***เข้าระบบไม่ได้ติดต่อ
โทร. 081-233-0744

นางเกล็ดดาว สุวรรณบาตร์
รอง ผอ.สพป.อุทัยธานี เขต 2
081-707-0401
นายฐิติวรรธน์ เสิบกลิ่น
รอง ผอ.สพป.อุทัยธานี เขต 2
085-703-2363
นายธีรยุทธ ภูเขา
ผอ.กลุ่มนิเทศ ติดตามฯ
084-801-4099
กลุ่มนิเทศฯ
081-233-0745
นายวิชาญ โพธิวิจิตร
รอง ผอ.สพป.อุทัยธานี เขต 2
081-851-2852
นางสาวรัญจวน แจ่มจันทร์
ผอ.กลุ่มบริหารงานการเงินฯ
086-934-0859
กลุ่มบริหารงานการเงินและสินทรัพย์
081-233-0741
นายเสถียร อ่วมพรหม
รอง ผอ.สพป.อุทัยธานี เขต 2
095-307-3482
นายปราโมทย์ ว่องวิกย์การ
รก ผอ.กลุ่มอำนวยการ
080-8408549
กลุ่มอำนวยการ
056-531-356
088-586-5502
Fax 056-531-171
นายวินัย พรมแจ่ม
รอง ผอ.สพป.อุทัยธานี เขต 2
081-887-8790
นางนุชรี ทองไทย
ผอ.กลุ่มนโยบายและแผน
081-284-4504
กลุ่มนโยบายและแผน
056-531-408
081-233-0743
ศูนย์เทคโนโลยีฯ
081-233-0743
นายแสงชัย ธรรมนิยม
รอง ผอ.สพป.อุทัยธานี เขต 2
095-490-2507
นายนิติ แกว่นกสิกร
ผอ.กลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา
088-282-8808
กลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา
081-233-0744
นางดวงกมล บุญรักษา
ผอ.หน่วยตรวตสอบภายใน
086-441-6918
หน่วยตรวจสอบภายใน
088-586-5503
purple-btm-left.png purple-btm-right.png
เมนู
blank.gif blank.gif
เว็บลิ้งก์

















purple-btm-left.png purple-btm-right.png
ช่องทางเรื่องร้องเรียน

purple-btm-left.png purple-btm-right.png
เว็บข่าวสาร












purple-btm-left.png purple-btm-right.png
Smart ICT









purple-btm-left.png purple-btm-right.png
ปัญหาของหนังสือประวัติศาสตร์ชาติไทย "12 ประการ"
2. วิธีคิดพื้นฐานวางอยู่บนแนวคิดการผสมผสานกลมกลืน (assimilation) ซึ่งเป็นแนวคิดในช่วงสงครามเย็นที่ต้องการทำให้คนไม่ว่าคนกลุ่มใดก็กลายเป็น "คนไทย" ทั้งสิ้น เพราะเชื่อว่าเป็นคนกลุ่มเดียวกันแล้วจะไม่มีความขัดแย้ง ตัวอย่างเช่นประโยคที่เขียนว่า "คนไทย" ในปัจจุบันจึงเป็นกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติผสมผสานกันมายาวนาน บ้างก็มีเชื้อชาติ มอญ ลาว เขมร อินเดีย เปอร์เซีย จีน บ้างก็มีเชื้อชาติทางตะวันตก... อย่างไรก็ดี สิ่งหนึ่งที่แสดงถึงอัตลักษณ์หรือลักษณะเฉพาะของคนไทยคือ "ภาษาไทย" (หน้า 36) ปัญหานี้ยังไม่นับรวมในเรื่องการขาดความเข้าใจในแง่ของการแบ่งระหว่างความเป็นไทยที่เกิดจากสัญชาติ (ความเป็นพลเมือง) ชาติพันธุ์ (ethnic) เชื้อชาติ (race) หรือการจินตกรรมของชาติขึ้นมาให้รู้สึกว่าเป็น "คนไทย"

3. กลิ่นอายของหลวงวิจิตรวาทการหรือประวัติศาสตร์แบบเชื้อชาตินิยมยังไม่จางหาย ตัวอย่างเช่นข้อที่เขียนว่า "นอกจากคนไทยในประเทศไทยแล้ว ยังพบกลุ่มคนไท หรือ ไต ตั้งถิ่นฐานกระจายตัวอยู่เป็นวงกว้างในเอเชีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้.. ประเทศจีน... คนไททุกประเทศรวมกันมีจำนวนกว่า 100 ล้านคน" (หน้า 36) อาจโต้แย้งได้ว่ามันก็เป็นการนำเสนอข้อมูลตามจริง แต่หนังสือเล่มนี้ไม่มีพื้นที่ของคนที่พูดภาษาอื่นชาติพันธุ์อื่นสักเท่าไหร่นัก เห็นได้ชัดจากการเน้น "ถิ่นกำเนิดของคนไทย" (หน้า 38) เท่ากับว่านั่นก็คือประวัติศาสตร์แบบเชื้อชาตินิยมไทย (ชาติพันธุ์นิยมไทย) จากการสำรวจทางด้านชาติพันธุ์พบว่าในประเทศไทยมีกลุ่มคนมากถึง 72-74 ชาติพันธุ์ มีภาษาตระกูลไท, ตระกูลมอญ-เขมร, ตระกูลมลายู, ตระกูลจีน-พม่า และอื่นๆ อีก ภาษาไทไม่ได้ลอยอยู่โดดๆ แต่สัมพันธ์กับภาษาข้างต้นทั้งหมดครับ

4. รู้แต่รูปแบบแต่ไม่รู้เหตุของการเปลี่ยนแปลง ในช่วงสมัยก่อนประวัติศาสตร์นั้น มองเผินๆ อาจไม่มีอะไร ก็เป็นสิ่งที่นักโบราณคดีทำกันเป็นจารีตคืออธิบายว่าในแต่ละสมัยมีมนุษย์แบบใด มีเครื่องมือเครื่องใช้อะไร อยู่อย่างไร แต่คำถามสำคัญที่ต้องอธิบายด้วยคือ ทำไมสังคมจึงมีการเปลี่ยนผ่านจากสมัยหนึ่งไปสู่สมัยหนึ่ง เช่น ทำไมมนุษย์ต้องปลูกข้าวทำการเกษตร

5. รัฐที่ปราศจากเสียง ในช่วงสมัยรัฐโบราณ มีปัญหาที่เห็นได้ชัด 2-3 เรื่อง เรื่องแรกคือในเนื้อหามีการพูดถึงเรื่องของรัฐทวารวดี เจนละ ศรีวิชัย และหริภุญชัย ปัญหาคือ "เจนละ" เป็นคำที่จีนใช้เรียกกัมพูชา (กานป๋อจื้อ) ทำไมจึงได้เลือกใช้คำว่าเจนละ ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์เขมรสมัยเมืองพระนคร เรื่องที่สอง รัฐโบราณพวกนี้มีภาษาของตนเองเช่น ทวารวดีกับหริภุญชัยใช้ภาษามอญโบราณ (ปัจจุบันคนที่พูดภาษานี้คือชาวญัฮกุร) เจนละพูดภาษาเขมร (ขแมร์) ศรีวิชัยพูดภาษามลายู เรื่องที่สาม ประเด็นบางอย่างรับรู้กันโดยทั่วไปในหมู่คนที่เล่นประวัติศาสตร์โบราณว่าบางเรื่องสำคัญมาก เช่น ศรีวิชัยเสื่อมถอยอำนาจเพราะจีนเปลี่ยนรูปแบบการค้า (ข้อเสนอของ O.W.Wolters) แต่กลับไม่ได้เขียนถึง ซึ่งอาจเป็นเพราะความเร่งรีบในการทำงานก็เป็นไปได้

6. เนื้อหาหลักยังเป็นประวัติศาสตร์ภายใต้ทฤษฎีมหาบุรุษ (Great man theory)ทั้งนี้เพื่อเป็นการส่งเสริมสถาบันกษัตริย์และลัทธิทหารอย่างชัดเจน ดังนั้น จึงทำให้โครงเรื่องเน้นไปที่ผู้นำเป็นสำคัญ ตัวอย่างเช่นสมัยสุโขทัยเน้นที่พ่อขุนรามคำแหง สมัยอยุธยาเน้นที่พระนเรศวร และพระนารายณ์ สมัยธนบุรีเน้นพระเจ้าตากสิน สมัยรัตนโกสินทร์เน้นทุกรัชกาลจึงทำให้เนื้อหาในช่วงเวลานี้มีมากที่สุด อาจเรียกได้ว่าเป็นการสรุปย่อพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาดีๆ นี่เอง อนึ่ง นักประวัติศาสตร์โดยทั่วไปเชื่อว่าการตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งของมหาบุรุษนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากซึ่งบริบท (context) หมายความว่าเหตุการณ์แวดล้อมและตัวละครอื่นๆ เช่นประชาชน ย่อมเป็นเรื่องที่มีความสำคัญคู่ขนานกันไป นอกจากนี้ ประวัติศาสตร์ช่วงอยุธยาตอนปลายก็ยังอธิบายแบบเดิมๆ ผ่านพงศาวดารสมัยอยุธยาที่ถูกชำระสมัยรัตนโกสินทร์จึงทำให้มองว่าบ้านเมืองล่มสลายเพราะกษัตริย์อ่อนแอ ปัญหาคือคนในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้นมองว่าครั้งบ้านเมืองยังดีและเป็นยุครุ่งเรืองนั้นก็คือสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระเจ้าเอกทัศน์ก็ต้านศึกได้แรมปี อยุธยาไม่อ่อนด๋อยนะ ที่สำคัญอีกประเด็นด้วยคือ ในช่วงสมัยที่กล่าวมานี้ผมเข้าใจว่านักประวัติศาสตร์โดยทั่วไปยอมรับด้วยว่า สุโขทัย และอยุธยา ไม่ใช่รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพราะรัฐแบบนี้เพิ่งเริ่มต้นสมัยรัชกาลที่ 5 คือเป็นรัฐที่มีอำนาจที่ศูนย์กลางเพียงแห่งเดียว

7. ยังคงมีกลิ่นอายของประวัติศาสตร์แบบนองเลือด คือยังเป็นประวัติศาสตร์ที่ว่าด้วยสงครามระหว่างรัฐ (ประเทศ) เช่นเรื่องการทำสงครามกับพม่า ซึ่งให้น้ำหนักมากที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยอยุธยา โดยเฉพาะสมัยสมเด็จพระนเรศวร กล่าวได้ว่าคือหนังสือไทยรบพม่าผสมกับพระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรที่สมเด็จฯ กรมดำรงราชานุภาพเคยทรงพระนิพนธ์ การจัดวางความสัมพันธ์แบบนี้ภายใต้ช่วงเวลาที่จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนย่อมส่งผลกระทบต่อจินตนาการของคนไทยที่มีต่อพม่าและประเทศอื่นๆ ไม่มากก็น้อย ถึงหนังสือจะพยายามเน้นเรื่องเศรษฐกิจมากขึ้นแต่ก็ไปเน้นเฉพาะในยุคสุโขทัย เพราะยังมองสุโขทัยเป็นรัฐในอุดมคติเช่นเคย อย่างไรก็ดี ประวัติศาสตร์แบบนองเลือดนี้เองที่ทำให้ทหารมีอำนาจนำในสังคม และจัดการปัญหาด้วยความรุนแรง

8. ประวัติศาสตร์มีไว้เพื่อท่องจำมากกว่าอธิบายเชิงเหตุผล ตัวอย่างเช่นมีเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจด้วยคือต้องเข้าใจว่าประวัติศาสตร์นั้นไม่เคยเล่าอะไรหมดหรือขาดความสมเหตุสมผลในตัวเอง บ้างก็ถูกทำให้คลุมเครือ ดังนั้น ในช่วงปลายสมัยพระเจ้าตากถึงจะเขียนไว้ชัดว่า "พระยาสรรค์คิดกบฏจับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไปควบคุมไว้... สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก หรือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ... ทรงปราบกบฏพระยาสรรค์ และทรงสำเร็จโทษสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แล้วเสด็จปราบดาภิเษก..." (หน้า108) การเรียนประวัติศาสตร์ที่ดีนั้นต้องตั้งคำถาม คำถามคือทำไมต้องสำเร็จโทษ เรื่องนี้มีอธิบายไว้ในงานประวัติศาสตร์หลายชิ้นที่สำคัญคืองานของนิธิ เอียวศรีวงศ์

9. วาทกรรมประชาธิปไตยแบบประวัติศาสตร์ชาติยังคงปรากฏให้เห็น เช่น "(ร.6) ทรงแสดงพระราชวินิจฉัยว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยยังไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในประเทศไทย พระองค์ทรงตั้งเมืองจำลองชื่อ "ดุสิตธานี" ขึ้นในบริเวณพระราชวังพญาไท..." (หน้า 156) หรือในสมัย ร.7 "...ทรงยอมรับการเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ เพราะทรงเห็นแก่ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง" (หน้า 159) ในประเด็นเรื่องดุสิตธานี และเรื่องการพระราชทานรัฐธรรมนูญนั้นมีข้อถกเถียงมากมาย ลองหาอ่านกันดูนะครับ แล้วจะเข้าใจว่าเมืองตุ๊กตานั้นเป็นอย่างไร แล้วกบฏบวรเดชเอาเงินจากไหนมารบ เช่นลองดูงานของณัฐพล ใจจริง

10. หลัง 2475 ภายใต้ยุคสมัยของคณะราษฎรและหลังจากนั้นคือ ยุคของความขัดแย้ง ความไม่สงบ และอำนาจนิยม พล็อตเรื่องแบบนี้ย่อมทำให้ภาพของยุคสมัยดังกล่าวขับเน้นให้กลุ่มอำนาจที่สืบทอดตามจารีตคือผู้พิทักษ์ความรุ่งเรืองของชาติไปโดยปริยาย อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยที่สุดสิ่งที่น่าชื่นชมอยู่บ้างก็คือความพยายามในการอธิบายประวัติศาสตร์นับจากเหตุการณ์ตุลา 16 ลงมาจนถึงปัจจุบัน อย่างน้อยก็ไม่เชยเสียทีเดียว

11. เป็นประวัติศาสตร์ที่มาจากมุมเดียวและผู้ถืออำนาจ เรื่องนี้คงไม่ได้แตกต่างไปจากข้อคิดเห็นของ อ.สุเนตร ชุตินทรานนท์ ลองอ่านตามลิงก์นี้ครับ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1445906782 คือเป็นประวัติศาสตร์ที่เขียนโดยคนจากหน่วยงานรัฐ จึงย่อมปราศจากความเป็นอิสระ และการนำเสนอหลากหลายมุมมองโดยเฉพาะเนื้อหาช่วงการเมืองเสื้อเหลืองเสื้อแดง หรือการเมืองหลังปี 2549 เป็นต้นมา นอกจากนี้ยังไม่กล่าวถึงการใช้ความรุนแรงที่รัฐกระทำต่อประชาชน แต่เพื่อให้ยุติธรรมด้านหนึ่งด้วยก็คืออีกฝ่ายก็ต้องยอมรับว่าก็มีการใช้ความรุนแรงเช่นกัน

12. วาทกรรมประวัติศาสตร์แบบเดิมๆ เช่นสยาม/ไทยเสียดินแดนลาวและกัมพูชา (หน้า 151) ทั้งๆ ที่รัฐทั้งสองยืมอำนาจฝรั่งเศสเพราะไม่อยากเป็นเบี้ยล่างของสยาม และไทยแย่งดินแดนกับฝรั่งเศสไม่สำเร็จ ลองอ่านงานธงชัย วินิจะกูล อีกทั้งยังปิดบังลัทธิอาณานิคมของสยาม ทำให้ไม่มีการกล่าวถึงกบฏเช่น ผีบุญ เงี้ยว ด้วย

เขียนมายืดยาว คงยาวที่สุดในประวัติศาสตร์การเขียนเฟสบุ๊คของผมละ บางคนอาจมองว่าประวัติศาสตร์นั้นเป็นอดีตที่ผ่านเลยไปแล้ว คงไม่สำคัญ แต่ประวัติศาสตร์นั้นคือเครื่องมืออย่างหนึ่งในการสร้างความทรงจำที่มีต่ออดีต มันจึงย่อมส่งผลต่ออนาคตไม่มากก็น้อย ความจริงแล้ว หนังสือประวัติศาสตร์ชาติไทยเป็นหนึ่งในการสร้างลัทธิภักดีที่ล้อกันไปกับคนในสังคมกลุ่มหนึ่ง หนังสือเล่มนี้จึงเป็นเพียงหนึ่งในกิจกรรมอีกหลายอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ซึ่งจะเป็นอย่างไรนั้นทุกคนคงมีคำตอบอยู่ในใจ

สุดท้าย ตราบใดที่ประวัติศาสตร์ของชาติยังเขียนขึ้นจากคนกลุ่มเดียว เราจะเรียกว่าประวัติศาสตร์ของชาติได้อย่างไร หรือมันก็เรียกได้เพราะมันก็เป็นอย่างนี้มาตลอดทุกยุคทุกสมัย
purple-btm-left.png purple-btm-right.png
centerb-left.png centerb-right.png